อาหารเสริมที่สร้างภูมิคุ้มกันต้านโควิด

อาหารเสริมที่สร้างภูมิคุ้มกันต้านโควิด

อาหารเสริมที่สร้างภูมิคุ้มกันต้านโควิด มีอยู่จริง! ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อโรค สารพิษ และสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตรายต่อร่างกายนั้น สิ่งแรกที่ควรจะให้ความสำคัญคือการมีโภชนาการที่ดี ที่จะได้รับพลังงาน สารอาหารหลักทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และสารอาหารรองทั้งวิตามิน A, C, E, D, B6, B9 (โฟเลต), B12 และแร่ธาตุสังกะสี ซีลีเนียม เหล็ก ทองแดง แมกนีเซียม และแมงกานีส รวมทั้งดื่มน้ำสะอาด ที่เพียงพอและสมดุลต่อร่างกายของแต่ละบุคคลอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งการรับประทานอาหารให้ได้รับทั้งสารอาหารหลัก วิตามิน แร่ธาตุ ดังกล่าวที่เพียงพอนั้น เราสามารถได้รับจากแหล่งอาหารจากธรรมชาติ ดังนั้น สุขภาพดีดี.com จึงได้เสาะหาแนวทางในการเลือกแหล่งอาหารที่ดี มีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทาน ดังนี้

 

1.วิตามินซี (Vitamin C) เป็นวิตามินชนิดละลายน้ำ ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ จำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานเข้าไป มีหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ช่วยป้องกันเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระภายในร่างกาย แหล่งอาหารที่มีปริมาณวิตามินซีสูง ได้แก่ อาหารจำพวกผักและผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง มะละกอ มะนาว กีวี พริกหยวก ผักกาด มะเขือเทศ หน่อไม้ฝรั่งและบล็อคโคลี่ เป็นต้น แต่ในความเป็นจริงการรับประทานวิตามินซีจากผักผลไม้สดๆเป็นประจำอาจเป็นไปได้ยากและวิตามินซีเป็นวิตามินที่เสื่อมสลายได้ง่ายเมื่อโดนอากาศและความร้อนจากการปรุงอาหาร อาจทำให้เราได้รับปริมาณวิตามินซีต่อวันไม่เพียงพอตามความต้องการของร่างกาย ดังนั้นการรับประทานวิตามินซีเสริมเป็นประจำทุกวันจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่นิยมกันในปัจจุบัน ซึ่ง ณ สถานการณ์ปัจจุบันวิตามินซีเป็น อาหารเสริมที่สร้างภูมิคุ้มกันต้านโควิด ที่นิยมมาก

          ประโยชน์ของวิตามินซี มีประสิทธิภาพสูงช่วยปกป้องเซลล์, เสริมภูมิต้านทานและช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้, สร้างคอลลาเจนเพื่อช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่างๆในร่างกาย ชะลอความแก่ และลดการเกิดริ้วรอยแห่งวัย, ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน

 

2.วิตามินเอ (Vitamin A) เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ซึ่งต้องใช้ไขมันและแร่ธาตุมาช่วยในการดูดซีมเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งวิตามินเอแบ่งเป็น 2 ชนิดคือ วิตามินเอแบบสำเร็จที่เรียกว่า เรตินอล Retinol (พบในอาหารที่มาจากสัตว์เท่านั้น) และโปรวิตามินเอหรือแคโรทีน (พบทั้งพืชและสัตว์) แหล่งอาหารของวิตามินเอที่พบได้โดยทั่วไป เช่น น้ำมันตับปลา ตับ แคร์รอต ผักสีเหลืองและเขียวเข้ม ผักตำลึง ยอดชะอม คะน้า ยอดกระถิน ผักโขม ฟักทอง มะม่วงสุก บรอกโคลี แคนตาลูป แตงกวา ผักกาดขาว มะละกอสุก ไข่ นม มาร์การีน ผลไม้สีเหลือง เป็นต้น 

          ประโยชน์ของวิตามินเอ ประกอบไปด้วย ช่วยสร้างภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อในทางเดินหายใจ, ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น ช่วยรักษาโรคตาได้หลายโรค, ช่วยสร้างเม็ดสีที่มีคุณสมบัติไวต่อแสง, ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ, วิตามินเอช่วยลดระยะเวลาการเจ็บป่วยจากโรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

 

3.โปรตีน คือสารอาหารที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนที่มีหน้าที่เพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกาย ประกอบไปด้วย ผิวหนัง กระดูก และกล้ามเนื้อ แหล่งที่มาของโปรตีนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แหล่งคือ

          3.1 โปรตีนจากสัตว์จำพวกเนื้อสัตว์ นม ไข่ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ในรูปแบบโปรตีนสมบูรณ์ ซึ่งมีกรดอะมิโนที่ร่างกายต้องการในซ่อมแซมความที่สึกหรอ
          3.2 โปรตีนจากพืช ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบโปรตีนไม่สมบูรณ์ซึ่งจะมีกรดอะมิโนที่จำเป็นไม่ครบทุกตัวถึงแม้ว่าพืชบางชนิด ดังนั้นสำหรับผู้ที่เลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์จึงควรรับประทานถั่ว ธัญพืช ผักและผลไม้ให้หลากหลายและเพียงพอเพื่อทดแทนโปรตีนจากสัตว์

          ประโยชน์ของโปรตีน ได้แก่ ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรงมากขึ้น เพราะโปรตีนบางชนิดมีส่วนสำคัญที่จะช่วยเพิ่มกลูตาไธโอนให้กับร่างกายเปรียบเสมือนเพิ่มสารอนุมูลอิสระ จึงทำให้ร่างกายแข็งแรงเพิ่มขึ้น เมื่อระบบภูมิคุ้มกันเป็นปกติก็จะส่งเสริมให้ร่างกายสามารถปฎิบัติภาระกิจต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ ยกตัวอย่างเช่น เต้าหู้ ถั่วเหลือง สำหรับโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วต่าง ๆสามารถเลือกรับประทานควบคู่กับแหล่งอาหารจากพืชอื่น ๆ เพื่อเติมเต็มในส่วนของกรดอะมิโนจำเป็นที่โปรตีนจากพืชชนิดนั้น ๆ ไม่ครบถ้วน เช่น ถั่วเมล็ดแห้ง (ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ) คู่กับถั่วเปลือกแข็งหรือเมล็ดพืช

 

4.สังกะสีหรือซิงค์ (Zinc) เป็นแร่ธาตุที่มีความจำเป็นพบได้ในเซลล์ทั่วร่างกาย เช่น ในเซลล์ของเม็ดเลือดแดง โดยเฉพาะในเม็ดเลือดขาวที่สามารถพบแร่ธาตุสังกะสีเป็นจำนวนมาก และยังมีบทบาทหน้าที่ต่อการทำงานของร่างกายในหลายด้าน แหล่งที่พบซิงค์ได้ในธรรมชาติ ได้แก่ อาหารทะเล หอยนางรม เนื้อสัตว์ เนื้อวัวไม่ติดมันแบบย่าง ไข่ นมผงปราศจากไขมัน มัสตาร์ดแบบแห้ง จมูกข้าวสาลี แป้งงา เนยงา ถั่วลิสง เมล็ดฝักทอง เมล็ดแตงโม เม็ดกวยจี๊ ผงโกโก้ ช็อกโกแลต บริเวอร์ยีสต์ เป็นต้น

          ประโยชน์ของสังกะสี ได้แก่ สังเคราะห์ DNA หรือโปรตีนในร่างกาย, การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน, การซ่อมแซมบาดแผล, การเผาผลาญ, การพัฒนาและการเจริญเติบโตของเซลล์ หรือแม้แต่การรับรสและกลิ่น เป็นตัวช่วยควบคุมให้กระบวนการต่าง ๆ ในร่างกายดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคอยช่วยซ่อมบำรุงระบบเอนไซม์และเซลล์ต่าง ๆ หากร่างกายมีเหงื่อออกมากเกินไป อาจทำให้ร่างกายต้องสูญเสียสังกะสีไปมากถึง 3 มิลลิกรัม ต่อวัน 

 

5.โพรไบโอติกส์และพรีไบโอติกส์  

         โพรไบโอติกส์ช่วยในการทำงานของระบบทางเดินอาหารและระบบอื่น ๆ ของร่างกายเมื่อมีจุลินทรีย์อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม บางครั้งเรียกว่า “จุลินทรีย์ที่มีชีวิต” มีคุณสมบัติทนต่อกรดและด่าง ช่วยผลิตสารต่อต้านหรือกำจัดเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคได้ ดังนั้น “โพรไบโอติกส์” จึงช่วยทำให้เกิดความสมดุลทั้งระบบของร่างกายนั่นเอง

          ประโยชน์ของโพรไบโอติกส์ ได้แก่ สร้างเกราะป้องกันบริเวณเยื่อบุลำไส้, ยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ก่อโรค, กระตุ้นระบบการย่อยอาหารโดยการสร้างเอนไซม์หลายชนิด, ช่วยรักษาสมดุลจุลินทรีย์ในร่างกายที่เสียไป, เหนี่ยวนำ และกระตุ้นการตอบสนองต่อภูมิคุ้มกัน

           พรีไบโอติกส์ เป็นอาหารของจุลินทรีย์โพรไบโอติก เป็นสิ่งไม่มีชีวิตซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยและดูดซึมได้ แต่จะสามารถถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ ทำให้กระตุ้นการเจริญเติบโตและการทำงานของโพรไอโอติกส์ โดยพรีไบโอติกส์นี้ สามารถพบได้ในหัวหอม กระเทียม ถั่วเหลือง ถั่วแดง ไฟเบอร์ในผักและผลไม้ต่าง ๆ เป็นต้น

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

คลิกที่ดาว เพื่อให้คะแนนบทความ

Average rating 5 / 5. Vote count: 1

อ่านจบแล้ว แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •