กรมการแพทย์ เตือน ผู้สูงวัย ควรฉีดวัคซีน ไม่ต่างกับเด็กเล็ก

กรมการแพทย์ เตือน ผู้สูงวัย ควรฉีดวัคซีน ไม่ต่างกับเด็กเล็ก

กรมการแพทย์ เตือน ผู้สูงวัย ควรฉีดวัคซีน ไม่ต่างกับเด็กเล็ก

นายแพทย์ ปานเนตร  ปวงพุฒิพงค์  รองอธิบดี กรมการแพทย์ ได้แนะนำว่า “ในผู้สูงวัย (อายุ 65ปี ขึ้นไป) การฉีดวัคซีน เพื่อป้องกันโรคเป็นเรื่องจำเป็น ไม่ต่างจากการฉีดวัคซีนในเด็กเล็ก” 

 

สาเหตุที่ ผู้สูงวัย จำเป็นต้องได้รับ วัคซีน 

เพราะ ผู้สูงอายุ จะมีภูมิคุ้มกัน ต่ำ ไม่ต่างจากเด็กเล็ก แตกต่างกัน ตรง เด็กเล็กๆ นั้นคลอดจาก คุณแม่มาได้ไม่นาน ร่างกายจึงบริสุทธิ์ ไม่เคย เจอกับเชื้อโรคใดๆ จึงทำให้ ภูมิคุ้มกันในร่างกายไม่เคยผ่านการเป็นโรคใดๆ ภูมิคุ้มกัน จึงไม่เคย เรียนรู้ที่จะต่อสู้ กับเชื้อโรคใดๆ ดังนั้น จีงต้องได้รับ วัคซีน เพื่อกระตุ้น ภูมิคุ้มกันให้ ได้รู้จักกับเชื้อโรคนั้นๆ และ เรียนรู้วิธีการที่จะต่อสู้กับ เชื้อโรค นั้น ๆ หากได้รับเชื้อโรค นั้นจริงๆ จากการติดเชื้อโดยไม่ได้ตั้งใจ ร่างกายของเด็กที่ได้รับวัคซีน ก็จะ รู้จัก เชื้อโรคนั้น และ รู้วิธีการฆ่าทำลายเชื้อโรคนั้นได้ ทำให้ เด็ก ๆ ไม่ป่วย จากโรคนั้น นั้นเอง

แต่ ในผู้สูงวัย ความต้องการวัคชีน มีสาเหตุที่ต่างออกไป นั้นคือ ในผู้สูงวัยจะมีภูมิคุ้มกันที่ อ่อนแอ เพราะความเสื่อมของร่างกาย  และ ผู้สูงอายุมักจะมีโรคประจำตัว ซึ่งโรคประจำตัว  เหล่านั้น จะทำให้ร่างกายอ่อนแอ จึงไม่สามารถ ผลิตภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง เพียงพอที่จะต่อสู้กัยเชื้อโรค ภายนอกได้ อีกทั้ง เชื้อโรค ในยุค 4G มีความฉลาดขึ้น มีการกลายพันธ์  ระบบภูมิคุ้มกัน เดิมที่มีอยู่ในร่างกายจึง ไม่รู้จัก เชื้อโรคกลายพันธุ์ พวกนี้ เมื่อได้รับเชื้อ จึง ติดโรคนั้น ๆได้ ง่าย และ ด้วย ร่ายที่ อ่อนแอ ฟื้นฟู ได้อยากจากความแก่ชรา จึงทำให้ ป่วยง่าย ป่วยนาน ฟื้นตัวยาก และ มีโอกาสเสียชีวิต ได้ง่ายๆ แม้น กับ โรคที่ไม่ร้ายแรง เช่น ไข้หวัดใหญ่ เท่านั้น 

วัคซีนที่ จำเป็น แนะนำให้ ผู้สูงวัย 

  1. วัคซีน ป้องกัน โรคไข้หวัดใหญ่ 
    • คำแนะนำ การรับ วัคซีน  : ฉีดป้องกัน  1   เข็ม ต่อ ปี
  2. วัคซีน ป้องกันโรคปอดบวม  
    • คำแนะนำ การรับ วัคซีน ฉีดโรคปวดบวมชนิด 13 สายพันธุ์ 1 เข็ม จากนั้น ตามด้วย ชนิด 23 สายพันธุ์ เพิ่มอีก 1 เข็ม โดยมีระยะ เวลาห่างกัน 1 ปี 
  3. วัคซีน ป้องกันโรคงูสวัด
    • คำแนะนำ การรับ วัคซีน ฉัด 1  เข็ม เพียงครั้งเดียว
  4. วัคซีน ป้องกัน โรคบาดทะยัก – คอตีบ-ไอกรน 
    • คำแนะนำ การรับ วัคซีน 1 เข็ม และ ฉีดซ้ำ ทุกๆ 10ปี

ซึ่งลูกหลาน สามารถ พาผู้สูงวัยไป รับวัคซีนทั้ง 4 ชนิดได้ที่ โรงพยาบาล ทั้งรัฐและเอกชน 

ซึ่งนอกจาก การ ป้องกัน ตัวจาก วัคซีน โรคร้ายแรง 4 โรคแล้วนั้น ก็ ควร ปฏิบัต ตัว ให้แข็งแรง ด้วย หลัก การ ดูแลสุขภาพ ผู้สูงวัย  คือ 

  1. ออกกำลังกาย ผู้สูงวัย ควรมีการออกกำลังกาย เคลือนไหวร่างกายด้วยท่าท่างที่เหมาะสม คือ แบบแอโรบิค (เคลื่อนไหว ร่างกายต่อเนื่อง อย่างน้อย 30 นาที) สัปดาห์ ละ 3-4   ครั้ง
  2. อากาศบริสุทธิ์ ควมมีการดูแล สถาพแวดล้อม ภายในบ้านให้ปลอดโปร่ง สะอาด อากาศถ่ายเทได้สะดวก มีการปลูกต้นไม้ ที่ช่วยฟอกอาการได้ดี เช่น ต้อนลิ้นมังกร , เยอบีร่า ,เดหลี,ปาล์มไผ่
  3. หลีกเลี่ยงอบายมุข นั้นคือ สุรา บุหรี่  รักษาศีล 5 ให้ ครบ เพราะ สิ่งเหล่านี้ จะนำพามาซึ่ง สิ่งที่เสียสุขภาพ ในเวลาต่อมา นั้นเอง 
  4. ระวังเรื่อง อุบัติเหตุ จัดสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้เหมาะสม มีราวจับ ภายในห้องน้ำ เลือกใช้กระเบื้องที่ ยึดติดสูงป้องกันการลื่นล้ม  หรือแม้นแต่เลือกใช่ร้องเท้า ที่กระชับพอดีเท้าป้องกันการหกล้ม
  5. ควบคุมน้ำหนักตัวให้ เหมาะสม เพราะ ความอ้วนเป็นต้นเหตุให้เกิดโรคตามมามากมาย เช่นเบาหวาน ข้อเข่าเสื่อม โรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น
  6. คอยสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย อย่าชะล่าใจ เพราะ ในวัยสูงอายุ มักเกิดความผิดปกติต่างๆได้ง่าย เช่น พบก้อนเนื้อ ที่ไม่เคยมีมาก่อน ,การมีอาการขับถ่าย สลักกัน ระหว่า ท้องเสีย กับ ท้องผูก โดยไม่มีสิ่งกระตุ้น ไม่ได้ทานอาหารหรือยาผิดปกติ แต่อย่างใด 
  7. การตรวจสุขภาพประจำปี  อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อ หาแนวทาง หรือ สิ่งที่ควรระวังเป็นพิเศษในการ ดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะ เรื่อง การควบคุมอาหาร ตามความเสี่ยงที่ตรวจพบเจอ จากการตรวจสุขภาพ 
  8. เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์  เพราะอาหารเป็นได้ทั้งสิ่งที่สร้างให้เกิดโรค เช่น อาหารที่หวานจัด (โรคเบาหวาน ) เค็มจัด (โรคความดันโลหินสูง โรคไต) เนื้อสัตว์ติดมัน (โรคไขมันในเลือดสูง) และ ในทางกลับกัน อาหารก็เป็นยาได้เช่นกัน หากเลือกสัดส่วนของอาหารได้ดี ก็จะสร้างสุขภาพ ภู้มคุ้มกัน ที่แข็งแรง ให้กับ ผู้สูงวัย  

 

กรมการแพทย์ ชี้ ผู้สูงวัยมัก ทานอาหารยาก เลือกทาน เพราะ ต่อมรับรสเกิดการผิดเพี้ยน ต้องหา ตัวช่วย 

 

อาหาร ที่ผู้สูงวัย ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และเน้นการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม โยเกิร์ต พืชตระกูลถั่ว เต้าหู้ งาดำ ปลาเล็กปลาน้อยที่รับประทานพร้อมก้าง ผักใบเขียว เป็นต้น แคลเซียมที่รับประทานจะเป็นตัวเสริมสร้างกระดูกเพื่อป้องกันภาวะกระดูกพรุน นอกจากนี้ ควรควบคุมระดับไขมันในเส้นเลือดโดยงดรับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง และเลือกรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย

ซึ่ง ในผู้สูงวัย การทานอาหาร หลัก อาจจะไม่เพียงพอต่อการเสื่อมถอยของร่างกาย และ อีกทั้งบางท่าน อาจจะมีปัญหา สุขภาพฟัน ทำให้ไม่สามารถ ทานอาหาร ได้ไม่หลากหลาย    ดังนั้น มองหาอาหารเสริม ที่ให้คุณค่าทางอาหาร ครบถ้วน ในทุกหมวดหมู่อาหาร จึงเป็น ทางเลือกที่ดี 

 

อาหารเสริมที่ ให้คุณค่าทางอาหารครบถ้วน มากจากธรรมชาติ 100% เช่น สาหร่ายเกลียวทอง จึงเป็น ผลิตภัณฑ์ ในลำดับต้นๆ ที่ เหมาะกับ สุขภาพวัยทอง ที่สุดเพราะ  สาหร่างเกลียวทองเป็นอาหารจากธรรมชาติที่ปลอดภัย และ ให้สารอาหารครบถ้วน ที่จำเป็นต่อ ร่างกายของ ผู้ใหญ่วัยทอง ที่สุด  สาหร่ายเกลียวทองเป็นพที่มีโปรตีนสูงถึง 70% ซึ่งไม่มีพืชชนิดใดที่มีปริมาณโปรตีนสูงได้ถึง ขนาดนี้ และ ยังมีกรดอะมิโน คือ โปรตีนขนาดเล็กที่เรียงตัวกัน อย่างสมดุล ที่ร่ายกายสามารถน้ไปใช่งานได้ทันทีกว่า 18 ชนิด และ กรดอะมิโนชนิดจำเป็นก็ครบถ้วน จึงถือเป็นโปรตีนที่สมบูรณ์   ดังนั้น เองไซด์ที่มาจากโปรตีนก็มีจำนวนสูงมากถึง 2000   ชนิด  

นอกจากนั้น สาหร่างเกลียวทองยังเป็น แหล่งของวิตามินบี 12 ซึ่งปกติจะไม่พบ วิตามินบี ในพืช แต่จะพบในสัตว์  แต่หาก ผู้ใหญ่วัยทองทานเนื้อสัตว์ เพื่อให้ได้ วิตามินบี 12  ก็อาจจจะทำให้ได้รับ  ไขมันที่แทรกอยู่ในเนื้อสัตว์มากจากเกินไป การทาน สาหร่ายเกลียวทองจึงเป็นทางเลือกที่ดี ที่สุด

 

ในผู้ใหญ่วัยทอง อาจจะมีปัญหาในการทานโปรตีน จากเนื้อสัตว์ โดยตรง เพราะ เริ่มมีปัญหากับ ความสามารถสในการย่อย อาหาร ซึ่งการทานเนื้อสัตว์ อาจจะกระตุ้นในเกิด ภาวะกรดไหลย้อน ท้องอืดท้องฟื้อ จากอาการอาหารไม่ย่อยได้ แต่ สาหร่ายเกลียวทองเป็นพืชที่มีผนังเซลล์อ่อน (Soft Cell Well) ไม่มีเซลลูโลส เหมือนพืช หรือ เซลล์สัตว์ อื่นๆ จึงทำให้ย่อยง่าย กว่า และ ดูดซึมได้ดีกว่า 80% 

นอกจากนั้นสาหร่ายเกลียวทอง ยังมีวิตามินและแร่ธาตุ อื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย อีกด้วย

 

เลือก สาหร่ายเกลียงทอง ต้องเลือก จาก แหล่งที่ใช่ เพาะเลี้ยง 

สาหร่ายเกลียวทอง ที่ดี ต้อง เติบโตในบ่อเพาะเลี้ยงที่มีกระบวนการผลิต อยู่ภายใต้การดูแลของนักวิชาการตลอด 24 ชม . โดยใช่น้ำแร่ในการผลิต และ ต้องมาจากฟาร์มสาหร่ายที่ได้ ก่อตั้ง และได้รับการดูแลจาก ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ค้นพบ และ พัฒนาผลิตภัณฑ์ สาหร่าย มามากกว่า 20 ปี เช่น สาหร่ายที่มาจาก ฟาร์ม ของ คุณเจียมจิตต์ บุญสม ผู้ซึ่งค้นพบ สายพันธุ์ จากแหล่งน้ำในประเทศไทย และ เป็นผู้ตั้งชื่อ สายพันธุ์ว่า “สาหร่ายเกลียวทอง”และ คุณเจียมจิตต์ ยังเป็นผู้เริ่มต้นโครงการเพาะสาหร่ายในโครงการพระราชดำริ สวนจิตรลดา อีกด้วย เรียกได้ว่า คุณเจียมจิตต์ ท่านเป็น มารดาของสาหร่ายเกลียวทอง ท่านใช่เวลา เกือบ 20 ปี   ในการ ค้นคว้าพัฒนา สาหร่ายเกลียวทองจนกลายเป็น ผู้เชียวชาญ เรื่องสาหร่ายเกลียวทอง ที่สุดในประเทศไทย 

 

ปัจจุบัน คุณเจียมจิตต์ ได้ เป็นผู่ก่อตั้งและดูแลฟาร์ม สาหร่ายเกลียวทอง  ที่ ใหญ่ และมีกำลังการผลิตที่ดีและมากที่สุด ในประเทศ และ ผลิตภัณฑ์ที่มาจากฟาร์มของท่าน  ได้รับการยืนยัน จาก หน่วยงาน ตรจสอบคุณภาพมากมาย มาตรฐานระดับสากล GMP,HACCP,ISO22000:2005 , Halal ผลิตภัณฑ์เป็นที่ยอมรับ จากต่างประเทศ และมี การวางจำหน่าย ที่ญี่ปุ่น อเมริกา และ ยุโรป หลายประเทศ 

 

และ ด้วยกระบวนการ ตั้งแต่ เพาะเลี้ยง การเก็บเกียว จนถึง การอัดเม็ด  ทุกๆ กระบวนการ ไม่มีการใช่สารเคมี 100% จึงทำให้ สาหร่ายเกลียวทอง คือ อาหารที่ดีที่สุด สำหรับ วัยทอง และ สำหรับทุกๆคนในครอบครัว  

 

 

บทความบางส่วน 

จาก เว็บไซด์ รพ. รามาธิบดี โดย ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล สาขาวิชา โรคติดต่อ ภาควิชา อายุรศาสตร์ คณะแพทย์ ศาสตร์โรงพยาลายรามาธิบดี มหาวิทยลัยมหิดล 

บทสัมภาษณ์บางส่วน  : นายแพทย์ ปานเนตร  ปวงพุฒิพงค์  รองอธิบดี กรมการแพทย์

 

 

 

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

คลิกที่ดาว เพื่อให้คะแนนบทความ

Average rating 0 / 5. Vote count: 0

อ่านจบแล้ว แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •