7 สัญญาณเตือน เสี่ยงเป็น โรคตับ 

7 สัญญาณเตือน เสี่ยงเป็น โรคตับ 

7 สัญญาณเตือน เสี่ยงเป็น โรคตับ 

7 สัญญาณเตือน : ทราบกันไหมค่ะว่า  “ตับ” เป็นอวัยวะ ภายในที่ใหญ่ที่สุด เพราะตับทำหน้าที่ที่สำคัญมากๆ และ ทำงานหนักมากเช่นกัน  แต่ เรากลับดูแล ใส่ใจตับ น้อยกว่า ผม หรือ ผิว ซะอีก จนบ้างครั้ง ตับ ก็เกิดน้อยใจ เริ่มส่งสัญญาณว่า ฉัน กำลังแย่แล้วนะเจ้านาย แต่เรากลับไม่สนใจ หรือ ไม่ก็ ไม่รู้ว่า นั้น คือ สัญญาณเตือนจากตับ วันนี้ สุขภาพดีดี จะมาบอกถึง สัญญาณเตือน ตับ ใกล้พัง เพื่อ ให้ทุกคนรู้เท่านั้น ดูแลป้องกัน ก่อนที่จะต้องรักษา ค่ะ

ตับทำหน้าที่ อย่างไร 

หน้าที่ของตับ แบ่ง ได้ 4  เรื่องใหญ่ เข้าใจง่ายๆ ดังนี้ค่ะ

  1. เก็บสะสมสารอาหาร เช่น ไกลโคเจน (แปรรูปจากน้ำตาล) ไขมัน ที่เหลือจาก ใช่เป็นพลังงาน วิตามิน แร่ธาตุ ต่างๆ เพื่อไว้ใช่เมื่อร่างกายขาดสารอาหาร  
  2. เปลี่ยนแปลงสารอาหาร สารอื่นๆ ให้อยู่ในรูปแบบที่ร่างกายสามารถนำเอาไปใช้งานได้ 
  3. ล้างพิษ กรองสารพิษ ในร่างกายที่ส่งผ่านมา กับเลือด เมื่อกรองของเสียต่างๆ แล้ว ตับจะทำการขับออก โดยขับออกผ่านถุงน้ำดีเพื่อเติมสารสีเหลือง ที่มีชื่อว่า “บิลิรูบิน” แล้ว จะส่งขับทิ้งไป ทางปัสสาวะ (ถ้าสารพิษนั้นละลายน้ำได้) หรือ อุจจาระ (สารพิษอยู่ในรูปแบบของแข็ง) 
  4. ย่อยไขมัน ตับมีทำหน้าที่ผลิตน้ำดี (เก็บไว้ที่ถุงน้ำดี) เมื่อเราทานอาหารในกลุ่มไขมันเข้าไป ตับจะส่งน้ำดีออกไปที่ลำไส้เล็กเพื่อทำการย่อยไขมันดังกล่าว เพื่อให้ร่างกายน้ำไขมันนั้นไปใช่ประโยชน์ 

พฤติกรรม เสี่ยง ทำให้ ตับ พัง

  1. ไม่หลับ ไม่นอน ในช่วงเวลาที่ ตับ ต้องการ คือ เวลา 01.00-04.00 เป็นช่วงเวลาที่ตับ ทำหน้าที่ขับพิษ ซึ่งกระบวนการนี้จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อ เราหลับอยู่ หากในเวลานั้น เราไม่หลับ การขับสารพิษ ก็จะไม่เกิดขึ้น พิษก็จะสะสมกลับไปในร่างกาย และ วนกลับไป เก็บที่ตับ อีกครั้ง
  2. ทานอาหารประเภทไขมัน จน เกิดการสะสมจนล้นตับ ที่เรียกว่า “ไขมันพอกตับ”
  3. ทานน้ำตาลสูง จนเกินกำลัง ของ ตับอ่อน (สาขาย่อยของตับ) และ ตับใหญ่ ไม่สามารถผลิต อินซูลิน มา เพื่อเปลี่ยนไขมัน เป็นพลังงานได้ โรงงานผลิตอินซูลินในตับอ่อนจึง พัง ปิดกิจการอย่างถาวร ทำให้ ไม่มีอินซูลินมาย่อยน้ำตาลอีกต่อไป น้ำตาลจึงวนเวียนและสะสมทั้งในกระแสเลือด และ กล้ามเนื้อ กลายเป็น ความผิดปกติต่างๆ ที่เรียกว่า โรคเบาหวาน
  4. กินยา เคมี หรือ รับสารพิษ โลหะหนัก ยาฆ่าแมลงมาเกินไป จน ล้นตับ สารพิษเหล่านั้น ก็จะเริ่มทำลายตับ 
  5. กินอาหารสุกๆ ดิบๆ เสี่ยงต่อการเป็นพยาธิใบไม้ ซึ่ง เจ้าพยาธิ นี้อาศัยและทำลาย ตับ ทำให้เกิดตับอักเสบ
  6. ไม่ออกกำลังกาย  ทำให้สารพิษบางชนิดที่ต้องขับออกทางเหงื่อ หรือ จะขับออกได้ก็ต่อเมื่อเกิดจากกระบวนการหลังออกกำลังกาย ไม่ถูกขับออก วนไปสะสมในตับ อีกเช่นกัน

3 สมุนไพร

 

7 สัญญาณเตือน พับเริ่มป่วย 

  1. ตัวเหลือง ตาเหลือง เพราะสารพิษที่ควรถูกขับออก หลังจากถูกแต้ม เติม ด้วยสารบิลิรูบิน ซึ่งเป็นสารสีเหลือ แต่ หาก ตับทำงานได้ น้อยลง หรือ เริ่มเกิดการอักเสบ หรือ เกิดสารพิษต่างๆ เริ่มสะสมในตับเยอะ ก็จะไม่สามารถควบคุมสารสีนี้ได้ ทำให้สารสีนี้กระจาย ไปตามเลือด ส่งไปถึงผิวหนัง และ ส่วนของตาสีขาว ทำให้ผิวและตากลายเป็นสีเหลือง
  2. จากข้อ 1 เมื่อสารสีเหลือไม่ได้ถูกเติมลงใน อุจจาระหรือปัสสาวะ ทำให้ ทั้งอุจจาระและปัสสาวะ กลายเป็น สีซีด หรือ สีดำ 
  3. ปวดท้อง จุด เสียดแน่น ท้องอืด เหมือนอาหารไม่ย่อย 
  4. ปวดแน่น บริเวณชายโครงขาว เป็นประจำ (ที่อยู่ของตับ)
  5. ท้องบวม
  6. เบื่ออาหาร 
  7. นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ รู้สึกอ่อนเพลีย อยู่ตลอดเวลา

 

วิธีการดูแล ตับ 

เมื่อเราเริ่มรู้สึก ถึงสัญญาณ ผิดปกติ  ที่เสี่ยงต่อ การอักเสบของตับ ข้างต้น ควรตั้งใจ ดูแลตัวเอง ป้องกัน และ ดูแล ดีกว่า  ต้องพบแพทย์ เพื่อรักษาตัว แน่นอนค่ะ

1.ปรับเวลาการนอนให้ นอนได้ในช่วงเวลา ที่ตับขับสารพิษ คือ 01.00-04.00 และ จะให้ดี ควรนอนให้ครบ 6-8 ชม ต่อเนื่อง โดยต้องมีช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ใน 6-8 ชม นั้นด้วย

2.หลีกเลี่ยง สารพิษ ที่จะทำร้ายตับ ทั้ง แอลกอฮอล์ ยาเคมี สารพิษต่างๆ 

3.ลดอาหาร ที่มีไขมันสูง หรือ อาหารรสหวาน มีปริมาณน้ำตาลสูง

4.ออกกำลังกายเป็นประจำ  เพื่อให้เกิดการขับพิษ ทางเหงือ 

5.ดูแลระบบขับถ่าย ให้เป็นปกติ แต่หาก ไม่สามารถขับถ่ายให้เป็นปกติ ควรหาตัวช่วย เพื่อขับพิษออก ไม่วนกลับไป สะสมที่ตับ จนล้นตับ จนเกิดการอักเสบของตับ ในเวลาต่อมา

 

ปรับระบบขับถ่ายให้สมดุล ด้วย ยืดชีวิต ตับ  ด้วยสมุนไพร 

การใช้สมุนไพรเพื่อช่วยการขับถ่าย และการดีท๊อกซ์สารพิษ พร้อมกับการปรับสมดุล คืนสมดุลในระบบลำไส้ ให้ลำไส้สะอาด และกลับมาทำงานได้ปกติอีกครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการคิดค้นสูตรยาที่มากกว่าแค่ยาระบาย ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และแพทย์แผนไทย ได้ค้นคว้าสมุนไพร ที่มีคุณสมบัติเป็นยาระบาย จนสามารถพัฒนาสูตรยาที่มีประสิทธิภาพ และมีคุณสมบัติมากกว่ายาระบาย เพราะสามารถขจัดอุจจาระตกค้างพร้อมดีท๊อกซ์ของเสียในร่างกาย

โดยสมุนไพร ดังกล่าวปัจจุบัน อยู่ในรูปแบบที่ทานง่าย คือ แบบแคปซูล โดยมีส่วนผสมสำคัญ คือ

  1. สารสกัดส้มแขก : ช่วยให้ลำไส้เกิดการเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น และขับไขมันที่อุดตันลำไส้ขวางการดูดซึมสารอาหารให้ออกมา
  2. สารสกัดจากเนื้อมะขามป้อม : ช่วยยับยั้งความเป็นพิษของตับและไต ช่วยถ่ายพยาธิ เป็นยาระบายยังช่วยป้องกันการเกิดแผลในระบบทางเดินอาหาร
  3. สารสกัดจากสมอไทย : ช่วยขับสารพิษ ช่วยในการขับถ่ายให้คล่องตัว ช่วยขับลมในลำไส้ ช่วยชำระล้างเมือกในลำไส้

ด้วยคุณสมบัติของทั้ง 3 สมุนไพร ทำให้เกิดตำรับยาระบายที่ช่วยผู้ที่มีปัญหาระบบขับถ่ายได้มาก เพราะ

  1. เป็นสมุนไพรที่เป็นนวัตกรรม การสกัดไม่ใช่การบดแล้วอัดเม็ด ทำให้ตัวยาอยู่ในรูปแบบแคปซูลขนาดเล็ก และเพราะเป็นสารสกัด จึงได้ตัวยาที่เข้มข้นจึงทานในจำนวนที่น้อยกว่า แต่ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
  2. เป็นยาถ่ายที่สามารถเปิดทวารได้ คือ ถ่ายเพียง 1-2 ครั้ง แล้วหยุด ไม่เกิดการถ่ายกะปริดกะปรอยสามารถใช้ชีวิตนอกบ้านได้ตามปกติ
  3. มีลมช่วยเบ่ง สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่มีแรง เบ่งโดยไม่ต้องออกแรงเยอะ
  4. ผู้ที่เป็นโรคริดสีดวงทวารที่ไม่สามรถเบ่งถ่ายได้ (อาจจะทำให้เลือดออกได้)
  5. ไม่ทำให้หมดแรง ไม่เสียน้ำ ไม่อ่อนเพลีย
  6. ขับถ่ายได้หมดจรดไม่ตกค้าง ภายใน 1-2 ครั้งเท่านั้นแตกต่างจากยาระบายเดิม เพราะ

ยาระบายแบบเดิม ๆ ไม่สามารถทานได้ต่อเนื่องเพราะจะทำให้เสียสมดุลในการขับถ่ายเกิดอาการติดยา เมื่อหยุดยาแล้วไม่สามรถ ถ่ายได้ด้วยตัวเองตามปกติแต่ยาระบายสูตรนวัตกรรมนี้ จะใช้เป็นยาระบายแบบชั่วคราว หรือทำให้โล่งสบายท้องก็ได้ 

หรือจะทานทุกวันเพราะรักษา ปรับสมดุลของการทำงานของลำไส้ก็ได้ เพียงทานวันละ 1 แคปซูลก่อนนอน

เป็นประจำ ติดต่อกัน 1-2 เดือน ระบบขับถ่ายก็จะกลับมาเป็นปกติขับถ่ายเองในทุก ๆ วัน โดยไม่ต้องใช้ยาระบาย

อีกต่อไป แถมด้วยสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วยค่ะ

เมื่อปรับพฤติกรรม สร้างสมดุลชีวิต ทำต่อเนือง เพียง 3 เดือน ก็สามารถฟื้นฟูตับ ให้กลับมา สดใส ได้อีกครั้ง ตับดี ชีวิต ก็ ดี ตามไปด้วยค่ะ สุขภาพีไม่ขาย อยากได้ต้องสร้างเองนะค่ะ

 

3 สมุนไพร

 

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

คลิกที่ดาว เพื่อให้คะแนนบทความ

Average rating 5 / 5. Vote count: 1

อ่านจบแล้ว แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •