ผู้ติดเชื้อ โควิดกว่า 70000+ ราย ในวันเดียวที่อินเดีย

ผู้ติดเชื้อ โควิดกว่า 70000+ ราย ในวันเดียวที่อินเดีย

ผู้ติดเชื้อ กว่า 70000+ ราย ในวันเดียวที่อินเดีย 

อินเดีย ได้รับการบันทึกสถิติโลกใหม่ล่าสุด แต่ต้องแจ้งว่า ไม่ใช่สถิติที่ดี เพราะว่าเป็นสถิติ การติดเชื้อ โควิด-19 หรือ โคโรน่า ไวรัส ตั้งแต่เริ่มระบาดมาในโลกนี้

เป็นสถิติ การติดเชื้อ มากที่สุด สูงสุดในวันเดียว ตามบันทึกคือ 78,761 ราย อันเนื่องมาจากผล ที่รัฐบาล สั่งผ่อนคลาย ข้อจำกัดต่างๆ ภายในประเทศ

เพราะปัญหาเศรษฐกิจ และ การปลดล็อค เพื่อการกระตุ้น เศรษฐกิจ ช่วยเหลือชาวอินเดีย ที่กำลังประสบปัญหาปากท้องอย่างหนัก

 

อินเดียได้รับการบันทึกสถิตการติดโรค โควิด-19 หรือ ไวรัสโคโรนา กว่า 78761 ราย เป็นการติดเชื้อ จากการตรวจในวันเดียว สูงสุดในโลก ณ สถานการณ์ การแพร่เชื้อ ปัจจุบัน เนื่องจากรัฐ มีมาตรการผ่านคลาย ล็อคต่างๆ หรือ ข้อ จำกัดต่างๆ ภายในประเทศ

เพราะวิกฤติเศรษฐกิจ ที่อินเดีย กำลังเผชิญอยู่

 

ในประเทศ ที่ประชากร จำนวน 1.4 พันล้านคน เผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจร่วมกัน ก่อให้เกิดคลื่น ที่ต้องการขับเคลื่อน หรือ บีบให้รัฐบาล ทำอะไรสักอย่าง เพื่อจัดการปัญหา ปากท้องนี้ หรือดังคำพูดที่ว่า ถ้าติดโควิด ยังพอมีเวลาให้รักษา ดูแล จัดการโรค แต่ถ้าอดข้าว

มีสิทธิ์ตายได้ตั้งแต่ วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ความอดอยากและหิวโหย จึงกลายเป็นประเด็นที่ ถูกหยิบยกมาให้ความสำคัญ เป็นลำดับแรก และประเด็นการแพร่กระจาย ของเชื้อไวรัส โควิด-19 เป็นประเด็นรอง ลงมาแทนที่ เมื่อตัวเลือกเริ่มน้อยลง รัฐ ผู้บริหารจัดการประเทศ ยอมผ่อนคลาย

และเปิดบริการต่างๆ เช่น รถไฟฟ้าที่นิวเดลี กิจกรรมกีฬาต่างๆ ที่จัดในอินเดีย รวมถึง กิจกรรมทางศาสนา ที่อาจจะมีบุคคลมารวมตัวกันอย่างมาก เพื่อจัดกิจกรรม โดยอนุมัติให้ จัดกิจกรรมได้ในเดือนหน้า หรือ เดือนกันยายน

ซึ่งสิ่งที่น่าใจ คือประเด้นการแรพ่ระบาดของโรคในอินเดียวนั้น มากกว่า 75,000 ราย ในวันเดียว ย้ำว่าวันเดียว มาเป็นเวลาติดต่อกันกว่า 4 วันแล้ว หรือคิดง่ายๆว่า แค่ 4 วัน มีคนติดเชื้อเพิ่มเติม ถึง 300,000 คน

 

แต่อีกเหตุผลนึง ที่เป็นการชี้ชัดว่า เชื้อนั้นได้กระจายตัว เกือบคลอบคลุมทั้งอินเดียคือ ความสามารถในการตรวจหาเชื้อ ที่อินเดีย ในแต่ละวัน มีความสามารถ เพิ่มขึ้นถึง 1,000,000 รายการตรวจ ต่อวัน อาจจะเป็นนัยสำคัญ ที่ทำให้พบเจอ ผู้ติดเชื้อ มากขึ้นก็เป็นได้

ถ้าหากเปรียบเทียบกับ 2 เดือน ที่แล้ว ที่ทำการตรวจได้เพียง 200,000 ราย ต่อวัน

 

ทั้งนี้ไม่ใช่แค่ จำนวนผู้ติดเชื้อ ที่เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีผู้เสียชีวิต เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างย่าตกใจ คาดการณ์ว่า ในไม่ช้านี้ จำวนวนผู้เสียชีวิต จากโรค โควิด-19 ในประเทศอินเดีย จะพุ่งทะยาน ขึ้นสู่อันดับ 3 ของโลก เป็นรองแค่ สหรัฐอเมริกา และ ประเทศบราซิล

ถึงแม้ว่าจำนวน การเสียชีวิต ในอินเดียนั้น จะน้อยกว่า 2 ประเทศลำดับต้น มากก็ตามที โดย ณ สถานการณ์ปัจจุบัน อินเดียมีผู้เสียชีวิต จากโรค โควิด-19 เป็นจำนวนประมาณ 1,000 คน ต่อวัน และยอดรวม ผู้เสียชีวิตในประเทศ ตอนนี้พุ่งแตะ 63,000 คนแล้ว

 

 

สุดยอด ผู้ติดเชื้อ

จากการวิเคราะห์ พบว่า จริงๆแล้ว อินเดียนั้น มีผู้ติดเชื้อ อย่างรวดเร็ว และ แพร่หลาย ใน 8 รัฐเท่านั้น เป็น 8 รัฐ ที่เชื้อแพร่ระบาด กว่า 73% จากมวลรวมการติดเชื้อ ทั้งประเทศ แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ว่า สามารถควบคุมเชื้อให้อยู่ได้ในวงจำกัด

เพราะเชื้อเองก็แพร่กระจาย เข้าสู่รัฐอันห่างไกล หรือ นอกเหนือจาก 8 รัฐ นี้ ได้อย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกัน โดยผู้เชี่ยวชาญ เรื่องโรคติดต่อ ในประเทศอินเดีย ชี้แจงว่า เดือนกันยายน คือเดือนที่ท้าย ความสาารถในการจัดการโรค ในอินเดีย เป็นอย่างมาก

เพราะแม้แต่หมู่เกาะ ที่เงียบสงบ อันห่างไกล ในอันดามัน และ นิโคบาร์ เมื่อสองสัปดาห์ก่อน สมาชิก ของชนเผ่าเล็กๆ ในแถบนั้น ได้รับการเข้าตรวจหาเชื้อ โควิด-19 หรือ โคโรนาไวรัส พบว่าสมาชิก ก็ติดเชื้อ หรือ ตรวจแล้วพบว่าได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว เช่นเดียวกัน

แม้จะเป็นพื้นที่ ที่ไปได้ยาก แต่ก็ยังไม่สามารถหนีพ้น การติดเชื้อ โควิด-19 อยู่ดี

 

และในขณะนี้ คลื่นใหญ่ ของการติดเชื้อ และ การเสียชีวิต พุ่งไปที่รัฐทางตะวันตก ของรัฐมหารัตตะ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้า ของมุมไบ มีผู้เสียชีวิต รวมกกว่า 24,000 คน นับไป 21% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด ในอินเดีย ซึ่งถือว่าเยอะมาก เมื่อเทียบกับทั้งประเทศ

 

เศรษฐกิจของอินเดีย มีขนาดเศรษฐกิจ ที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก และ กำลังได้รับคลื่นขนาดใหญ่ เข้ากระทบอย่างหนัก จากการแพร่ระบาดอย่างรุนแรง แต่ถึงแม้สถานการณ์ การแพร่ระบาด จะยังไม่หยุดลง ทั้งยังมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นอย่างมาก และ รุนแรง

แต่ นายกรัฐมนตรี นาเรนดร้า โมดี และทีมงาน ก๋ยังพยายามผลักดันประเทศ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กลับสู่สภาวะปกติ เบื่อบรรเทาปัญหา ปากท้อง และ ความอดอยาก

 

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทางทีมรัฐบาลประกาศว่า จะเปิดให้บริการ สถานีรถไฟฟ้า ที่ขึ้นชื่อว่า มีผู้คนแออัด กว่า 1 ล้านคน เป็นเส้นทางการดำเนินชีวิตหลักของ ประเทศอินเดียเลย ก็ว่าได้อย่าง อย่างสถานี นิวเดลี จะเปิดให้บริการอีกครั้ง ในวันที่ 7กันยายน ปี 2563

แต่โรงเรียน มหาวิทยาลัย และโรงภาพยนต์ จะยังปิดให้บริการ ไปจนกว่าจะสิ้่นเดือนกันยายน

 

 

Ref : The Guardian 

 

พบกับข่าวสุขภาพ และ สถานการณ์โรคได้ที่ สุขภาพดีดี.com

 

Maxxlife Isonity 30 เม็ด เบต้ากลูแคน+วิตามินซี+โรสฮิพ สำหรับคนเป็นภูมิแพ้ และ เพิ่มภูมิคุ้มกัน

Isonity (Beyond Plus)

Beyond Plus Isonity (Wellgate Maxxlife)

บรรจุ 30 เม็ด

อย. 10-1-04741-1-0693

Isonity เบต้ากลูแคน+วิตามินซี+โรสฮิพ สำหรับคนเป็นภูมิแพ้

เบต้ากลูแคน (1,3)/(1,6) beta-glucan สารธรรมชาติ ช่วยเสริมภูมิต้านทาน บรรเทาอาการภูมิแพ้

การทำงานของ Beyond Plus Isonity

1. เบต้ากลูแคน คือ สารสกัดจากยีสต์ดำสามารถให้สารจำพวกเบต้ากลูแคนในปริมาณที่มากกว่าแหล่งอื่น และโครงสร้างของสารที่ได้ยังเป็นโครงสร้างแบบ 1,3/1,6 Beta-Glucan ซึ่งเป็นโครงสร้างที่สามารถกระตุ้นเม็ดเลือดขาว

2. โรสฮิป อุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบีต่างๆ วิตามินดี วิตามินอี น้ำตาลฟรัคโตส กรดซิตริค กรดมาลิค โปแทสเซียม สังกะสี เหล็ก แมกนีเซียม และไบโอฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อกระบวนการทำงานของร่างกายในการต่อต้านอนุมูลอิสระ

3. ซิตรัส ไบโอฟลาโวนอยด์ (สารสกัดจากพืชตระกูลส้มหรือผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวเช่น มะขาม ส้มโอ ส้มเขียวหวาน มะนาว เป็นต้น จัดเป็นสารอาหารในกลุ่มของไบโอฟลาโวนอยด์ ซึ่งมีความเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสูง ละลายน้ำได้ดี ทำงานร่วมกับวิตามินซีได้ดี

4. อะเซโลรา เชอร์รี่ เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ คือ วิตามินซี มีโปรตีนและแร่ธาตุสูงโดยเฉพาะ เหล็ก ฟอสฟอรัส แคลเซียม และมีสาระสำคัญตัวหนึ่งชื่อ trans-beta-carotene ซึ่งเชื่อกันว่าสามารถเสริมสุขภาพพื้นฐานของร่างกาย มีปริมาณของไขมันอิ่มตัว และโซเดียมต่ำ ไม่มีคลอเลสเตอรอล และจากผลการวิจัยพบว่า อะเซโรลา เชอร์รี่ มีปริมาณวิตามินซีสูงกว่าที่พบในส้มถึง 30-80 เท่า

วิธีรับประทาน Beyond Plus Isonity

รับประทานวันละ 1 เม็ดพร้อมอาหาร

 

 

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

คลิกที่ดาว เพื่อให้คะแนนบทความ

Average rating 0 / 5. Vote count: 0

อ่านจบแล้ว แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •