อาหารที่ควรเลี่ยง 11 อย่าง สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

อาหารที่ควรเลี่ยง 11 อย่าง สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

อาหารที่ควรเลี่ยง 11 อย่าง สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

เบาหวาน คือ โรคที่ป่วยเรื้อรัง เกี่ยวกับเรื่องการควบคุมน้ำตาลในเลือด

ซึ่งเป็นโรค ที่แพร่ระบาดทั่วโลก โดยเกิดได้ทั้งในเด็ก และ ผู้ใหญ่

 

หากมองแล้ว เบาหวาน อาจจะเป็นได้ทั้งโรคที่ร้ายแรง และ ไม่ร้ายแรง ได้ทั้งสองแบบ หากจะได้อธิบายชัด ๆ

น่าจะเป็นเรื่องของพฤติกรรม ของผู้ป่วยมากกว่า ที่จะเป็นตัวชี้ว่า อาการเบาหวานของเขา จะออกไปในทางไหน

เนื่องจากการไม่ควบคุมอาการ หรือ ปริมาณน้ำตาล อาจจะส่งผลร้ายแรงได้ เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการแทรก

เช่น หัวใจ ไต ตาบอด และ อื่น ๆ ที่อาการส่งผลร้ายแรง ต่อสุขภาพได้ ซึ่งมีต้นขั้วมาจากอาการของเบาหวาน

ซึ่งการกินอาหารที่ไม่ดี อาจจะส่งผลถึงอาการอักเสบของอวัย หรือ ส่วนอื่น ๆ ในร่างกายได้

 

ทำไม คาร์บโบไฮเดรต จำเป็นต้องจัดการให้ดี ในผู้ป่วยเบาหวาน

โปรตีน น้ำตาล ไขมัน เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญมาก เพราะเป็นพลังงาน ต่อการดำรงชีวิต ของมนุษย์

ในบรรดาคาร์บทั้งหมดนั้น น้ำตาลเป็นอันตรายที่สุด ที่คุณน่าจะรู้อยู่แล้ว เพราะมันไม่ถูกแปลรูป เข้าไปเป็นน้ำตาลเลย

จะถูกแปลก็อาจจะถูกเรียกว่ากลูโคส ซึ่งก็คือน้ำตาลที่กินเข้าไปแหละ ปกติแล้วการทานน้ำตาล ร่างกายจะแปลงกลูโคส

ให้กลายเป็นไกลโครเจน โดยตับอ่อนจะหลังสารบางชนิด เพื่อทำให้กลูโคสถูกเก็บเป็นพลังงานสำรองได้

 

อธิบายขยายความเกี่ยวคาร์บง่าย คือ ข้าว แป้ง น้ำตาล ไฟเบอร์ แต่ไฟเบอร์มีข้อดี คือไม่ถูกย่อยและดูดซึม

ในรูปแบบเดียวกับน้ำตาลอื่น ๆ ดังนั้นแล้ว การกินไฟเบอร์ จึงไม่ส่งผลถึง ระดับน้ำตาลในเลือดที่พุ่งสูงขึ้น

 

ไฟเบอร์จะถูกลบทันที หลังจากที่ทานร่วมในอาหารทั้งหมด หรือ ให้คิดแบบง่ายๆ คือ หากทานอาหาร ที่ให้พลังงาน 10 กรัม

เป็นไฟเบอร์ไปแล้ว 4 กรัม นั่นแปลว่าพลังงานของคาร์บที่ได้รับ จะได้เป็น 6 กรัม คือหักลบไฟเบอร์ไปได้เลย

หากผู้ป่วยทานคาร์บมาก ทำให้น้ำตาลสูง ส่งผลต่อสุขภาพ อาจจะทำลายเส้นประสาท หลอดเลือด ทำให้เกิดโรคหัวใจ

ไต และภาวะร้ายแรงอื่น ๆ ดังนั้นการควบคุม ให้ปริมาณน้ำตาลพอดี จะช่วยป้องกันโรคแทรกซ้อนได้

 

ดังนั้นแล้ว มาดูว่ามี อาหารที่ควรเลี่ยง มีอะไรบ้าง
อาหารที่ควรเลี่ยง 11 ชนิด ที่ส่งผลให้ระดับน้ำตาลสูง กับผู้ป่วยเบาหวาน มีอะไรบ้าง เป็น อาหารที่ควรเลี่ยง

 

อาหารที่ควรเลี่ยง ลำดับที่ 1-5

 

เครื่องดื่มที่มีรสหวาน 

ตัวเลือกอาหารนี้ ค่อนข้างแย่มาก สำหรับผู้ป่วย เนื่องจากน้ำหวานปริมาณแค่ 12 Oz. ให้น้ำตาลถึง 38.5 กรัม

และชาเย็นกับชามะนาว เท่ากัน ในแต่ละชนิดมีปริมาณน้ำตาลมากถึง 45 กรัมจากน้ำตาล นอกจากนี้เครื่องดื่ม ที่มีฟรุกโตส

กลับทำให้เกิดภาวะ ดื้ออินซูลินอีกด้วย เมื่อดื้อ เก็บน้ำตาลไม่ได้ ก็น้ำตาลสูง และ การบริโภคเครื่องดื่ม ที่มีรสหวาน ส่งผลต่อ

เรื่องโรคตับ และ ไขมันตับ นอกจากนั้นเพิ่มเติม คือเมื่อเป็นฟรุกโตสแล้ว อาจจะส่งผลให้เกิดเป็นไขมันหน้าท้อง และ คอเลสเตอรอล

รวมถึงไตรกลีเซอร์ไรด์ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย จากศึกษาแล้วพบว่า ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน และ โรคอ้วน จำกัดแค่การใช้แคล 25 %

จากเครื่องดื่มที่มีฟรุกโตส พบว่าปริมาณการเผาผลาญลดลง และ ประสิทธิภาพหัวใจก็ลดลงด้วย เพื่อป้องกันอาการดังกล่าว

แนะนำให้ทานเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาล หรือ ไม่หวานแทน ทางเลือกที่ดีที่สุด คือ น้ำเปล่า

 

ไขมันทรานส์ 

เป็นส่วนที่ทำให้ระบบการเผาผลาญลดพลังงาน เสริมการต้านอินซูลิน ที่เป็นผลเสีย และ ยังทำให้ไขมันเลว

ในร่างกาย เพิ่มขึ้นอีกด้วย ทั้งในผู้ป่วยเบาหวาน การบริโภคไขมันทรานส์นั้น ยังส่งผลเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจอีกด้วย

และในปัจจุบัน ยังมีการสร้างไขมันทรานส์เทียม ซึ่งผิดกฎหมาย ไม่ควรทำ และ อีกสิ่งที่ผู้ผลิตจัดจำหน่าย ต้องทำ

คือหากสินค้าใส่ไขมันทรานส์ จำเป็นต้องระบุลงในฉลากอย่างชัดเจน

 

ขนมปังขาว ข้าว และ พาสต้า 

เป็นอาหารชนิดแปรรูป ที่มีคาร์บสูงมาก การกินเข้าไปส่งผลอย่างชัดเจน ว่าระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

อย่างมีนัยสำคัญชนิดที่ 1 และ 2 และอีกอย่าง พาสต้าที่ปราศจากกลูเตน ยังมีผลเพิ่มน้ำตาลในเลือดเหมือนกัน

และการศึกษาพบว่า การบริโภคน้ำตาลที่มากเกินไปนั้น ไม่เพียงมีผลเรื่องการเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด

แต่ยังลดการทำงานของสมอง ของผู้ป่วยเบาหวานแบบที่ 2 และยังขาดสมดุลทางจิตใจด้วย หรือ พูดง่ายๆ

อาจจะส่งผลให้กระสับกระส่าย อยู่ไม่เป็นสุข อาหารพวกนี้มีเส้นใยน้อย ไฟเบอร์ก็น้อย

การที่กินอาหารที่มีเส้นใยนั้น มีผลตรงต่อการดูดซึมน้ำตาล เพราะช่วยลดการดูดน้ำตาลเข้าร่างกาย

นอกจากนั้น ที่เพิ่มเติมเข้ามา ยังลดปริมาณคอลเลสเตอรอล ในร่างกายให้ผู้ป่วยได้อีกด้วย

 

โยเกิร์ตรสผลไม้

ต้องบอกก่อนว่า ถ้าเป็นโยเกิร์ตรสธรรมชาตินั้น ดีต่อผู้ป่วยเบาหวาน แต่ถ้าเป็นโยเกิร์ตตัดแต่ง ปรุงแต่ง

มักเต็มไปด้วยไขมัน และคาร์บ โยเกิร์ตรสผลไม้ 1 ถ้วย ประกอบด้วยน้ำตาลสูงถึง 31 กรัม ซึ่งเป็นน้ำตาลถึง

61% จากประมาณแคลทั้งหมด หลายคนมองว่า เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับสุขภาพ แต่ยังไงก็ตาม โยเกิร์ต

ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ถ้าอยากกิน และ คุม จริง ๆ เน้นแบบสุขภาพดีกว่า แบบไม่มีน้ำตาล

 

อาหารเช้าซีเรียลรสหวาน 

ซีเรียล เป็นตัวเลือกที่แย่ที่สุด สำหรับอาหารเช้า และ สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะอาหารเช้าพวกนี้

แทบไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย โปรตีนต่ำ ให้พลังงานน้อย และ ไม่อยู่ท้องพอสำหรับอาหารมื้อต่อไป

เป็นที่เสี่ยงมาก ที่จะทำให้คนกินอาหารอื่นๆ ก่อนมื้อถัดไป และ นั่นแปลว่า คุณจะได้รับแคล และ พลังงานเพิ่ม

โดยไม่จำเป็น ทั้งซีเรียลเองยังเป็นอาหารที่ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดสูง เนื่องจากส่วนประกอบโดยมากนั้น

ประกอบไปด้วยคาร์บเป็นหลัก

 

Lesury ดูแลระดับน้ำตาลในเลือด สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ด้วยธรรมชาติ 6 ชนิด

อาหารที่ควรเลี่ยงลำดับที่ 6-11

 

กาแฟที่มีรสหวาน

การกินกาแฟที่เป็นของเหลวนั้น การแปรรูปพลังงานของร่างกายต่อของเหลว ไม่ได้มีความแตกต่างกับของแข็ง

นั่นแปลว่ากินของเหลวอะไรเข้าไป ก็แปลเป็นพลังงานได้เต็มประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน ดังนั้นแล้ว ถ้าคุณต้องการดื่มกาแฟ

ก็ทำได้ไม่แปลก แต่แนะนำว่าไม่ควรเติมอะไรที่เป็นสารให้พลังงานประเภทน้ำตาลลงไป เพราะมันดูดซึมเต็มที่อยู่ดี

ดังนั้นแล้วกาแฟที่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน ควรเป็นประเภท Espresso หรือ Americano ที่ปราศจากน้ำตาล ไซรัป

และนมข้นหวาน หรือแม้แต่นมสด โดยสิ้นเชิง มันดีต่อสุขภาพมากกว่า

น้ำตาลจากธรรมชาติ 

ใครที่กำลังคิดว่า ถ้าเรากินน้ำตาลปรุงแต่งไม่ได้ เช่นพวกน้ำตาลทรายขาว หรือ พวกไซรัป หนีไปกินพวก น้ำผึ้ง

น้ำตาลทรายแดง ไม่ผ่านการขัดสี หรือ ว่านหางจระเข้ แม้ของพวกนี้จะไม่ผ่านการปรุงแต่ง แต่ก็มีคาร์บสูงเช่นเดียวกัน

พอกับน้ำตาลทรายขาว บางอย่างมากกว่าด้วยซ้ำ และนี่คือข้อมูลคาร์บที่ได้รับจาก ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ 1ช้อนโต๊ะ

  • น้ำตาลทรายขาว 12.6 กรัม
  • น้ำผึ้ง 17.3 กรัม
  • น้ำหวาน ว่านหางจระเข้ 16 กรัม
  • น้ำเชื่อมเมเปิล 13.4 กรัม

ทั้งหมดที่เปรียบเทียบ ให้คาร์บมากกว่าน้ำตาลทรายขาวด้วยซ้ำ ทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน คือ

เลี่ยงสารให้ความหวานทุกประเภท จะดีที่สุด

 

ผลไม้อบแห้ง

ผลไม้เป็นแหล่งรวมวิตามิน และ สารอาหารแร่ธาตุสำคัญ หลายชนิด รวมทั้งวิตามินซี และ โพแทสเซียม

แต่การทำผลไม้อบแห้ง จะทำให้สารพวกนี้เข้มข้นขึ้น เมื่อมันผ่านกระบวนการทำ

ยกตัวอย่างเช่น

  • องุ่น 151 กรัม จะได้คาร์บ 27.3 กรัม ไฟเบอร์ 1.4 กรัม
  • ลูกเกด 145 กรัม จะได้คาร์บ 115 กรัม ไฟเบอร์ 5.4 กรัม

ผลิตภัณฑ์ และพลังงานที่ได้รับ จากผลไม้เดียวกัน แต่ต่างวิธีการ ให้พลังงานต่างกันเกือบ 4 เท่าตัว และผลไม้อื่นๆ

เมื่อเอามาอบแห้ง ก็ให้ผลเช่นเดียวกัน ดังนั้นไม่ใช่แค่เลี่ยง แต่ต้องไม่กินเลย จะดีที่สุด

 

ขนมขบเคี้ยว

นี่เป็นตัวเลือกที่แย่มาก สำหรับการทานเป็นของว่าง โดยส่วนมาก เป็นผลผลิตจากคาร์บเป็นหลัก

ถึงแม้ว่า สารอาหารและ พลังงานจะน้อย แต่การดูดซึมเร็วมาก เพราะมันย่อยง่าย และ นั่นทำให้ น้ำตาลในเลือด

พุ่งขึ้นสูง อย่างรวดเร็ว และการศึกษายังพบว่า ขนมขบเคี้ยวมีปริมาณของคาร์บ มากกว่าที่ฉลากระบุถึง 7.7 %

จากที่ระบุในฉลาก หากต้องการรับประทานเวลาหิว เน้นเป็นอาหารที่คาร์บต่ำดีกว่า เช่นชีส 1 oz กับผักต่าง ๆ

 

น้ำผลไม้

หลายคนคงคิดว่า น้ำผลไม้ ที่มาก็คือผลไม้ และ ผลไม้ดีต่อสุขภาพ แต่บอกเลยนั่นเป็นความคิดที่ผิด

เพราะน้ำผลไม้ มีน้ำตาลเยอะกว่าน้ำอัดลมด้วยซ้ำ ซึ่งเอาเปรียบเทียบจริงๆ น้ำแอ๊ปเปิล 8 oz เท่ากับน้ำอัดลม

ให้ปริมาณคาร์บ ที่มากกว่าโดยน้ำแอ๊ปเปิลที่ 24 กรัม แต่ น้ำอัดลมให้ 22 กรัม ในชนิดที่แตกต่างออกไป

ยกตัวอย่างเช่น น้ำองุ่นให้น้ำตาลมากถึง 35 กรัม ถ้าอยากทานน้ำผลไม้ แนะนำ น้ำมะนาวดีกว่า เพราะมีน้ำตาลน้อยกว่า

1 กรัม แถมแคลก็น้อยด้วย

 

เฟรนฟราย 

กับอย่างสุดท้าย คงไม่ต้องบอกว่าไม่ควรรับประทาน เพราะไม่ใช่แค่ผู้ป่วยเบาหวาน ที่ไม่ควรทาน แต่เป็นทุกคนเลยต่างหาก

มัน 1 หัว เต็มไปด้วยแป้ง 35 กรัม ต่อลูก และหากน้ำไปทอด กระบวนการทางการทอด ทำให้น้ำตาลสูงขึ้น

และยังส่งผลเสี่ยงต่อโรคหัวใจและมะเร็งด้วย

 

Lesury ดูแลระดับน้ำตาลในเลือด สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ด้วยธรรมชาติ 6 ชนิด

 

 

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

คลิกที่ดาว เพื่อให้คะแนนบทความ

Average rating 0 / 5. Vote count: 0

อ่านจบแล้ว แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •