โคเคน สารเสพติดในไทย ที่ไม่น่าจะมีผสมในยารักษาฟัน

โคเคน สารเสพติดในไทย ที่ไม่น่าจะมีผสมในยารักษาฟัน

โคเคน สารเสพติดในไทย ที่ไม่น่าจะมีผสมในยารักษาฟัน

โคเคน โคเคน โคเคน ได้ยินจนคุ้นหู แต่ยังไม่คุ้นในประสิทธิภาพการทำงานของมัน บางครั้ง ถ้าเราเป็นผู้ที่ติดตามข่าวสารทั่วโลก และ ในที่นี้ รวมถึงข่าวดาราต่างประเทศด้วย แน่นอนคุณจะต้องเคยได้ยินว่า ดาราดังฝากฝั่งตะวันตกถ้าโดนคดียาเสพติด เค้ามักโดนจับโคเคนกัน และ โดนกันแต่สารชนิดนี้ด้วยนะ เพราะอะไรโคเคนถึงเป็นสารที่นิยมในชาติตะวันตก เค้าไม่เสพยาม้ากันหรอ ? แล้วเข้ามาไทยยังไง สถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร

 

ความเป็นจริงแล้วมีประวัติอันยาวนาน เพราะเป็นสารที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ในต้นและใบโคคา มีมากในอเมริการใต้ พบหลักฐานว่าชาวอินเดียน เปรู มีวัฒนธรรมการเคี้ยวใบ มานานกว่า 1000 ปี

ความเชื่อทางด้านจิตวิทยายุค ศตวรรษที่ 19 อาจารย์ ซิก มัลฟอยด์ ทางด้านจิตวิทยา ได้ทนลองนำใบโคคา เข้ามาเพื่อรักษาอาการทางจิตเวช และ ในช่วงเดียวกัน ก็ได้นำโคคามาสกัดเป็นโคเคน เพื่อใช้เป็นยาชาด้วยเช่นกัน (แหม่ ย้อนไปรักษาฟันเป็นร้อยปีเลยนะคะคุณ)

 

หากค้นให้ชัดลงไปอีก เครื่องยอดฮิต อย่างโคล่า ในสมัยก่อน การทำเครื่องดื่มนี้ ไม่ได้สกัดเอาสารโคเคนออกจากกระบวนการผลิต และ ทำให้เครื่องดื่มชนิดนี่เป็นที่แพร่หลาย ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งต้นศตวรรษที่ 20 ผู้ผลิต จึงยอมเอาสารโคเคนออกจากโคล่าในที่สุด เหลือเพียงคาเฟอีนไว้ ที่เป็นสารที่ถูกกฎหมาย และยังคงใส่มาถึงปัจจุบัน

 

ทำไมต้องโคเคน ?  อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้เป็นนิยม ในหมู่นักปาร์ตี้

คำตอบจากคำถามก็คงจะเป็นความสนุก เพราะเมื่อเสพ ได้รับสารแล้ว รู้สึกเคลิบเคลิ้ม อารมณ์ดี ขำขันง่าย และ ในขณะเสพ ยังเสริม Self จากอาการเมายา เป็นการลดความประหม่าในการเข้าสังคม มีควาสุขสนุกไปกับปาร์ตี้ได้ แถมยังส่งผลกระตุ้นความต้องการทางเพศให้มากกว่าปกติอีกด้วย เป็นที่ยมอย่างมากใน เซเลป ต่างประเทศมากกว่าที่ไทย จนขนาดที่อังกฤษถึงขนาดถูกขนานนามว่า เมืองราชาแห่งโคเคน เพราะหาง่าย และ ราคาไม่สูง

 

แต่กับประเทศไทย มีบริบทที่แตกต่างกันอย่างเห็นภาพได้ชัด แต่ค่อยๆขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ จากกลุ่มชอบปาร์ตี้กลางคืน อาจจะเป็นเพราะการผลักดันจากกลุ่มทางสังคม ให้การเสพโคเคนเป็นคล้ายดัง แฟชัน ที่พกแล้วเพิ่มสไตล์ดูเท่ กว่าการพกยาบ้าแน่นอน ศัพท์แสลงแทนการเรียกโคนเคนในไทยคือ โค้ก เป็นการพูดโต้งๆแทน โคเคนไปเลย เพราะว่าต้นกำเนิดของโคเคนที่แพร่หลาย ก็มาจากใบโคคา ในโคลาเป็นหลัก ดังนั้นสำหรับโค้กในคนที่ไม่รู้จัก เวลาที่ได้ยินเวลาไปเที่ยว ไม่ได้แปลความเป็นน้ำอัดลมแต่อย่างใด

 

ในความเป็นจริงแล้ว โคเคน ส่งผลแก่ผู้เสพเป็นระยะเวลาสั้นๆ ตามปริมาณ และ ลักษณะการใช้งาน โดยการเสพประเภทการดสูดดมนั้น อาจจะออกอาการดังข้างต้น นานเพียง 15-30 นาทีเท่านั้น แต่ในลักษณะของการฉีดเข้าเส้นเลือดนั้น จะออกฤทธิ์รุนแรงกว่ามาก แต่ให้ผลเป็นระยะเวลาสั้นๆ เพียง 5-10 นาทีเท่านั้น

 

ถึงแม้จะพบการออกฤทธิ์ในระยะเวลาสั้นๆ แต่ผลกระทบของการเสพนั้น กลับส่งผลรุนแรงกับร่างกายรุนแรง เป็นระยะเวลานาน เพราะว่าการเสพนั้น ส่งผลของการยับยั้งสารโดปามีนในสมอง ซึ่งเปนสาระสำคัญในสมอง และทำให้ผู้เสพ เห็นภาพหลอน ล่องลอย ซึมเศร้า และ อาจจะมีอาการวิตกกังวลได้ รวมถึงมีความแปรปรวนทางอารมณ์สูง

 

อาการพิษที่เกิดกับร่างกาย เมื่อเสพ โคเคน

  •             มีลมในช่องอก หลายคนอาจจะสับสนว่า มันเกี่ยวอะไรกัน ?
  •             การเสพโคเคน ผู้สูดดม จำเป็นต้องกระชากลมหายใจเข้าให้แรงที่สุด เพื่อให้โคเคนเข้ารูจมูกให้มากที่สุด นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ปอดฉีกขาด หายใจไม่ออก และ อาจะเสียชีวิตได้
  •             ไซนัส เส้นเลือดฉีกขาด ผนังกั้นจมูกพัง
  •             น้ำหนักลด เพราะว่าเป็นสารกดประสาทส่วนกลาง ทำให้ไม่อยากอาหาร
  •             หัวใจขาดเลือด
  •             ใจสั่น จังหวะการเต้นผิดปกติ จากการกระตุ้นของโคเคน
  •             ชัก แบบลมบ้าหมู

 

ไม่นานมานี้ Page MEDspiration ได้ทำการเผยแพร่คลิป ของหัวใจของผู้เสพโคเคนที่เสียชีวิตไปแล้ว เพื่อให้เห็นถึงผลข้างเคียงของผู้เสพเป็นเวลายาวนานกว่า 15 ปี

ในคลิป อาจจะทำให้คุณตกใจ เนื่องจาก มีห้องหัวใจและขนาดหัวใจ ใหญ่คนปกติ ถึง 3 เท่า และที่แปลกว่านั้นคือ หัวใจหลังจากที่ผู้ป่วยเสียชีวิตไปแล้ว ยังสามารถเต้นต่อได้ถึง 25 นาที!!!

หากเป็นในสภาวะปกติแล้ว หัวใจจะหยุดเต้นหลังจากขาดเลือด เป็นเวลาเพียง 60 วินาทีเท่านั้น แต่ไม่ใช่สำหรับผู้เสพโคเคน

เหตุที่หัวใจเต้นต่อได้ถึง 25 นาที เป็นเพราะ หัวใจชินกับสภาวะขาดออกซิเจนแล้ว ทำให้เมื่อขาดออกซิเจนแล้วนั้น ยังทำงานต่อได้ถึง 25 นาที

 

ดูคลิปตัวอย่าง ต้นฉบับ คลิก

 

เกร็ดความรู้ ประมวลกฎหมายเรื่องการขับเสพ

พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ..๒๕๒๒

มาตรา ๙๑ :  ผู้ใดเสพยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ เป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๕๗ หรือยาเสพติดประเภท 2 เป็นการฝ่าฝินมาตรา ๕๘ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี ปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นถึงหกหมื่นบาท

 

พระราชบัญญัติจราจรทางบก ..๒๕๒๒

มาตรา ๕๓ ทวิ ห้ามมิให้ผู้ขับขี้เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษหรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ทั้งนี้ ตามที่อธิบดีกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

ให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือผู้ตรวจการมีอํานาจจัดให้มีการตรวจสอบผู้ขับขี่รถบางประเภทตามที่อธิบดีกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่าได้เสพยาเสพติดให้โทษหรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามวรรคหนึ่งหรือไม่ และหากผลการตรวจสอบในเบื้องต้นปรากฏว่าผู้ขับขี่นั้นไม่ได้เสพก็ให้ผู้ขับขี่นั้นขับรถต่อไปได้
ในกรณีที่ผู้ขับขี่ตามวรรคสองไม่ยอมให้ตรวจสอบ ให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือผู้ตรวจการมีอํานาจกักตัวผู้นั้นไว้เพื่อดําเนินการตรวจสอบได้ภายในระยะเวลาเท่าที่จําเป็นแห่งกรณีเพื่อให้การตรวจสอบเสร็จสิ้นไปโดยเร็วและเมื่อผู้นั้นยอมรับการตรวจสอบแล้ว หากผลการตรวจสอบในเบื้องต้นปรากฏว่าไม่ได้เสพ ก็ให้ปล่อยตัวไปทันที
การตรวจสอบตามมาตรานี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กําหนดในกฎกระทรวง”

มาตรา ๑๕๗/  ผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของเจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือผู้ตรวจการที่ให้มีการตรวจสอบผู้ขับขี่ตามมาตรา ๔๓ ทวิ หรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของผู้ตรวจการที่ให้มีการทดสอบผู้ขับขี่ตามมาตรา ๔๓ ตรี ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
ผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กําหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษหรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท อีกหนึ่งในสาม และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกําหนดไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
ถ้าการกระทําความผิดตามวรรคสองเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ผู้กระทําต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกําหนดไม่น้อยกว่าหนึ่งปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
ถ้าการกระทําความผิดตามวรรคสองเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ผู้กระทําต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่สองปีถึงหกปีและปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสองหมื่นบาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกําหนดไม่น้อยกว่าสองปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
ถ้าการกระทําความผิดตามวรรคสองเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทําต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่”

(ข้อพิจารณา.-  ความผิดฐาน “เสพยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ และเป็นผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ โดยผิดกฎหมาย” นั้น เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๕๗, ๙๑  พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง , ๑๕๗/๑ วรรคสอง เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง , ๑๕๗/๑ วรรคสอง ประกอบด้วย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๙๑  ซึ่งเป็นบทหนักสุดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ (โดยทั่วไปถ้าหากไม่เคยต้องโทษในคดีอาญาอื่นที่จะต้องเพิ่มโทษมาก่อนแล้ว ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก ๘ เดือน ปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท ถ้ารับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘  คงจำคุก ๔ เดือน ปรับ ๑๐,๐๐๐  บาท โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด ๒ ปี ให้คุมประพฤติ ๑ ปี และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดทุกประเภท และพักการใช้ใบอนุญาตขับขี่มีกำหนด ๖ เดือน)
ในกรณีเจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมตัวผู้ต้องหา แล้วตรวจพิสูจน์เบื้องต้นเชื่อว่าผู้ต้องหาเสพเมทแอมเฟตามีนมาก่อน โดยมิใช่การจับกุมผู้ต้องหาขณะขับขี่ยานพาหนะและมีการนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี ในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนผู้ต้องหาปรากฏข้อเท็จจริงจากคำรับสารภาพของผู้ต้องหาว่า ก่อนถูกจับ ผู้ต้องหาขับขี่ยานพาหนะมาก่อน พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหาให้ทราบว่า “เสพยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) และเป็นผู้ขับขี่รถเสพยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย” นั้น
สำนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ เห็นว่า เมื่อพฤติการณ์ในการจับกุมผู้ต้องหาที่มีเมทแอมเฟตามีนในร่างกาย ไม่ใช่เป็นการจับกุมผู้ต้องหาขณะขับขี่ยานพาหนะ จึงไม่มีเหตุที่จะต้องแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาว่า “เป็นผู้ขับขี่รถเสพยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย” แม้ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาจะให้การรับว่า ก่อนถูกจับ ได้ขับขี่ยานพาหนะมาก่อนก็ตาม ก็เป็นเพียงคำรับของผู้ต้องหาเท่านั้น ไม่ใช่หลักฐานที่มั่นคงที่จะพิสูจน์ว่าผู้ต้องหาเป็นผู้ขับขี่รถเสพยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย
ซึ่งการแจ้งข้อหาดังกล่าวเกินเลยไปจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏดังกล่าวข้างต้น จะทำให้ผู้ต้องหาไม่ได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ซึ่งโดยหลักการแล้วให้ถือว่า ผู้เสพยาเสพติดมีสภาพเป็นผู้ป่วย มิใช่อาชญากรปกติ การฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ติดยาเสพติดจึงสมควรกระทำให้กว้างขวาง ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรมเป็นไปด้วยความราบรื่น จึงขอซักซ้อมความเข้าใจและขอให้พนักงานสอบสวนไม่ควรมีการสอบสวนขยายผลจากตัวผู้ต้องหาเพื่อแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่ผู้ต้องหาว่า “เป็นผู้ขับขี่รถเสพยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ตามหนังสือ อส ๐๐๔๒(ชม)/๔๒๕๓ ลง ๖ พ.ค.๒๕๕๗)

 

 

 

 

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

คลิกที่ดาว เพื่อให้คะแนนบทความ

Average rating 0 / 5. Vote count: 0

อ่านจบแล้ว แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •